เชื้อที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคไข้หวัด

เชื้อที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคไข้หวัด โรคไข้หวัดเกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มีอยู่มากมายหลายชนิด แต่ส่วนมากมักจะพบว่าติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า “ไรโนไวรัส (Rhinoviruses)” เชื้อเหล่านี้จะเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านช่องทางจมูก ตา และปาก หรือการรับมาจากอากาศรอบ ๆ ตัวของเรา โรคไข้หวัดยังสามารถติดต่อจากผู้ป่วยได้ด้วยทั้งการใช้ของร่วมกัน หรือการสัมผัสตัวของผู้ป่วย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคไข้หวัด เช่น เด็กที่มีอายุน้อย ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือการอยู่ในสภาพอากาศที่เพิ่มความเสี่ยง เช่น ฤดูฝน หรือฤดูหนาว

อาการของโรคไข้หวัดเป็นอย่างไร

สำหรับอาการของโรคไข้หวัดเป็นสิ่งที่เรารู้และเข้าใจกันอยู่แล้ว ได้แก่ อาการน้ำมูกไหล ไอ จาม มีอาการคัดจมูก ปวดศีรษะ และมีอุณหภูมิสูงขึ้นประมาณ 37 ถึง 39 องศาเซลเซียส สำหรับอาการอื่นที่อาจพบร่วมด้วยเมื่อเป็นโรคนี้ ได้แก่ มีอาการปวดหู รู้สึกระคายเคืองที่ดวงตา ปวดเมื่อยตามร่างกาย เป็นต้น อาการที่เกิดขึ้นจะมีความรุนแรงมากที่สุดในช่วง 3 วันแรก หลังจากนั้นอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นจนหายเป็นปกติ โดยปกติแล้วโรคไข้หวัดจะมีระยะเวลาอยู่ที่ประมาณ 2 อาทิตย์จึงจะหาย ถึงแม้จะเป็นโรคที่ดูเหมือนไม่อันตราย แต่ยังมีอาการเหล่านี้ที่ถือว่าเป็นอันตรายและต้องรีบพบแพทย์ในทันที ได้แก่

อาการในผู้ใหญ่ มีไข้สูงตั้งแต่ 38.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป เป็นเวลาตั้งแต่ 5 วันขึ้นไป มีปัญหาเรื่องการหายใจ เมื่อหายไข้แล้วก็วนกลับมามีอาการอีก และมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง
อาการในเด็ก เมื่อมีไข้สูงตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไปในเด็กเล็ก ต่อเนื่องตั้งแต่ 2 วันขึ้นไป หรืออาการไม่ดีขึ้น หายใจมีเสียง ไม่อยากอาหาร มีอาการปวดศีรษะ และไออย่างรุนแรง

การรักษาโรคไข้หวัด

การรักษาโรคนี้คือการคอยดูแลให้อาการบรรเทาลงตามขั้นตอนจนหายเป็นปกติ โดยมีวิธีการดูแลร่างกายตอนเป็นโรคไข้หวัด ได้แก่ การพักผ่อนให้มาก ๆ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้ร่างกายหนัก ดื่มน้ำให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย การรับประทานยาตามแพทย์สั่ง และหากมีอาการรุนแรงตามที่กล่าวมาข้างต้น ให้รีบเข้าพบแพทย์เพื่อรับการรักษา และดูแลอย่างใกล้ชิด

การป้องกันโรคไข้หวัด

โรคนี้เป็นโรคที่เป็นได้ง่าย และการป้องกันอาจทำได้ยากแต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่สามารถป้องกันได้เลย ซึ่งหลัก ๆ แล้วเราสามารถหลีกเลี่ยงโรคนี้ได้ด้วยการไม่เข้าใกล้ผู้ป่วย และระวังเรื่องการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย หมั่นดูแลความสะอาดของร่างกายทั้งการล้างมือเป็นประจำหลังสัมผัสสิ่งของ หรือก่อน-หลังการรับประทานอาหาร ทานอาหารที่มีประโยชน์ และหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำในส่วนของผู้ป่วยนั้นต้องให้ความสำคัญกับผู้คนรอบข้าง จึงควรสวมใส่หน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น และไม่เข้าไปในพื้นที่ผู้คนพลุกพล่านเพื่อป้องการแพร่เชื้อไข้หวัดให้กับผู้อื่น

นอกจากนี้การเข้ารับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ยังสามารถมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคไข้หวัดได้ด้วยเช่นกัน ถึงแม้โรคนี้จะเป็นโรคที่ทุกคนเคยเป็น และมองว่าไม่รุนแรง แต่หากปล่อยไว้อาจเป็นอันตราย และมีผลกับการใช้ชีวิตประจำวันได้โดยเฉพาะในเด็กเล็ก